กฟผ.พร้อมจับมือ ปตท.เดินหน้าแข่งขัน

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) เดินหน้าทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีพรุ่งนี้ (18 ม.ค. ) เรียกร้องให้คำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ชี้เสรีทั้งระบบอาจไม่เหมาะสมกับเมืองไทย ผู้บริหารชี้ กฟผ.พร้อมปรับตัวร่วมทุนกับ ปตท.เพื่อแสวงหาโอกาสในอนาคต

สร.กฟผ.จัดเสวนา ฝ่าวิกฤติปฏิรูปไฟฟ้า กฟผ.จะก้าวข้ามอย่างไร นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ อดีตผู้ว่าการ กฟผ.และกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน กล่าวว่า การดำเนินการของ กฟผ.และภาคเอกชน ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ากำลังผลิตตามสัญญาของ กฟผ.มีน้อยกว่าเอกชน แต่สามารถทำรายได้เข้ารัฐได้สูงกว่า โดยกำลังผลิตตามสัญญาของ กฟผ. ณ เดือน ธ.ค. 2560 อยู่ที่ประมาณ 1.6 หมื่นเมกะวัตต์ ในขณะที่หากรวมของเอกชนจะมีประมาณ 25,873 เมกะวัตต์ (ไอพีพี14,948 เมกวัตต์ เอสพีพี7,326 เมกวัตต์ และวีเอสพีพี 3,599 เกมะวัตต์) โดยในปี 2559 นั้น กฟผ.นำเงินส่งรัฐ 20,600 ล้านบาท แต่เอกชนนำเงินส่งรัฐในรูปการเสียภาษีเพียง 4,000 ล้านบาท เท่านั้น

ในขณะที่ ต้นทุนค่าไฟฟ้าของ กฟผ.สามารถแข่งขันได้กับเอกชน โดยต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำกว่า และต้องมีภาระในการสำรองไฟฟ้าและบริหารไฟฟ้า หากไฟฟ้าขาดแคลน ดังนั้น ภาครัฐจึงควรมองถึงการดำเนินการทั้งระบบ ทั้งการสร้างรายได้ การสร้างความมั่นคง และต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำแก่ประชาชน ซึ่งความจริงแล้วกำไรค่าไฟฟ้า ถูกควบคุมเป็นธุรกิจที่มีกำไรน้อย กฟผ.จึงแข่งขันค่าไฟฟ้าได้ แต่ที่น่าสังเกตคือเอกชนมาสนใจผลิตเป็นจำนวนมาก ก็เนื่องจากว่ามีการนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์และสร้างรายได้มหาศาล

ด้านนายไกรสีห์ กรรณสูตร อดีตผู้ว่าการ กฟผ. และอดีตกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ในเงื่อนไขการกำกับดูและเรื่องการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแต่โรงทั้งภาครัฐและเอกชนนั้น ตาม กฏหมาย กกพ.กำหนดว่า กฟผ.จะต้องเดินเครื่องอย่างเป็นธรรม โดยดูเรื่องต้นทุน เรื่องข้อจำกัดสายส่งและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นสำคัญ หาก กฟผ.ไม่สั่งเดินเครื่องเอกชนด้วยเหตุผลเหล่านี้จะมีบทลงโทษทั้งบทปรับที่รุนแรง ซึ่งในกรณี หากไม่ให้ กฟผ.สร้างโรงไฟฟ้าใหม่เลย และยังมีข้อกำหนดให้การนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีไม่จำเป็นต้องใช้ก๊าซจากระบบรวม (POOL) ซึ่งเป็นก๊าซที่คำนวณจากแหล่งในประเทศ แหล่งเมียนมา และการนำเข้าแอลเอ็นจี ดังนั้น หากแอลเอ็นจีต้นทุนต่ำกว่า ในอนาคต โรงไฟฟ้า กฟผ.ก็จะไม่ถูกสั่งเดินเครื่อง ก็จะมีผลทำให้ กฟผ.กลายสภาพจากกำไรเป็นขาดทุนก็ได้

นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า หากพิจารณาถึงผลดีต่อสังคมทั้งภาคประชาชนและความมั่นคงแล้ว ระบบส่งและโรงไฟฟ้าควรรวมอยู่ด้วยกัน แต่หากจะให้แยกบัญชี ระบบส่ง ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ โดย กฟผ.ในขณะนี้ดูเรื่องลดต้นทุน และเร่งสปีดปรับตัวเพื่อการแข่งขัน อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าข้อกำหนดของภาครัฐไม่เอื้อ ซึ่งก่อนหน้านี้ กฟผ.เคยเสนอจะแก้ไข พ.ร.บ. กฟผ. เพื่อให้ลงทุนได้อย่างรวดเร็ว แต่ทางสำนักงานคณะกฤษฎีกา เห็นว่า จะลงทุนเร็วในเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป กฟผ.ต้องร่วมทุนกับรายอื่นได้เท่านั้น โดยถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งการร่วมลงทุนกับเอกชนก็จะติดปัญหาเรื่องผลตอบแทนเอกชนอีก

“การปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ทาง อดีต รมว.พลังงานเคยเสนอให้ ปตท.และ กฟผ.ควรจับมือร่วมกันไป ไม่ควรทะเลาะกัน ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้ กฟผ.เดินไปข้างหน้าได้ และการเปิดเสรีทั้งระบบควรดูว่าเหมาะสมกับเมืองไทยหรือไม่ เมืองไทยเป็นระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก หากเปิดทั้งหมดประชาชนจะได้ประโยชน์หรือไม่” นายกรศิษฎ์ กล่าว

นายศิริชัย ไม้งาม ประธาน สร.กฟผ. ยืนว่า วันพรุ่งนี้ จะยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยขอให้ตรวจสอบเรื่องการ ปฏิรูป กิจการพลังงานของประเทศว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติประชาชนจริงหรือไม่ โดยที่ผ่านมา กฟผ. ถ่วงดุลย์เรื่องความมั่นคงอยู่แล้ว หากเปิดเสรี แล้วแยกสายส่ง ศูนย์ควบคุม ออกจาก กฟผ.จะเกิดความเสี่ยงหรือไม่ โดยขอให้ดูตัวอย่างการเปิดเสรีทั้งระบบเช่น รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐก็เกิดปัญหาไฟตก-ไฟดับมาแล้ว